สารถี เถา

Поделиться
HTML-код
  • Опубликовано: 18 мар 2025
  • เพลงสารถี เป็นเพลงประเภทหน้าทับปรบไก่ มีสามท่อน ท่อน 1 และ ท่อน 2 ยาว 4 จังหวะ ท่อน 3 ยาว 5 จังหวะ เป็นเพลงยอดนิยมที่นักดนตรีบรรเลงกันบ่อยครั้งในทุกรูปแบบของวงดนตรี
    ครูมนตรี ตราโมทและครูวิเชียร กุลตัณฑ์ ได้กล่าวถึงประวัติของเพลงนี้ไว้ในหนังสื่อชื่อ "ฟังและเข้าใจเพลงไทย" ว่า
    "เพลงสารถีอัตรา ๒ ชั้น เป็นเพลงไทยสมัยโบราณสมัยอยุธยา ใช้เป็นเพลงสำหรับบรรเลงรวมอยู่ในเพลงเรื่องประเภทเพลงช้า เรียกว่าเรื่องสารถี ภายหลังได้นำมาใช้เป็นเพลงร้องประกอบการแสดงโขนละคอน เรียกชื่อเต็มว่า “เพลงสารถีชักรถ” แต่เราชอบเรียกชื่อกันสั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อบุคคลหรือชื่อเพลง จึงเรียกกันว่า เพลงสารถี
    พูดถึงชื่อที่เรียกว่า “สารถีชักรถ” นี้ มีชื่อพ้องในศิลปะที่เกี่ยวข้องกันถึง ๓ ประเภท คือ กลอนกลบทก็มีชื่อว่า “สารถีชักรถ” ท่ารำอันเป็นแบบแผนของนาฏศิลปก็มีชื่อว่า “สารถีชักรถ” และเพลงดนตรีที่กล่าวนี้ ก็มีชื่อว่า “สารถีชักรถ” ไม่ทราบว่าชื่อของศิลปประเภทใดจะเกิดก่อน แล้วศิลปะประเภทอื่นจึงตั้งชื่อตามอย่าง หรือว่าต่างฝ่ายต่างตั้งชื่อ แต่มาพ้องกันเองก็ไม่ทราบ
    กลอนกลบทที่ชื่อสารถีชักรถนั้น คำต้นวรรค ๒ พยางค์ กับท้ายวรรคซ้ำกันทุก ๆ วรรค ดังกลอนเพลงยาวที่ว่า
    สงสารกายหมายมิตรคิดสงสาร
    ประมาณมิตรผิดเพราะเชื่อเหลือประมาณ
    เสียดายการที่คิดเปล่าเศร้าเสียดาย
    สุจริตคิดว่าตรงคงสุจริต
    ไม่หมายจิตเลยว่าใจจะไม่หมาย
    กลับกลายเกลื่อนเงื่อนงามความกลับกลาย
    สัญญาไว้ไยไม่อายคำสัญญา ฯ
    สำหรับชื่อของกลอนกลบทกลอักษรนั้น นอกจากสารถีชักรถแล้ว ยังมีชื่อเหมือนชื่อเพลงอีกหลายชื่อ เช่น สร้อยสน ครอบจักรวาล ถอยหลังเข้าคลอง สิงห์โตเล่นหาง สะบัดสะบิ้ง ช้างประสานงา กบเต้น และกินนรรำ เป็นต้น
    ส่วนท่ารำที่เรียกว่าสารถีชักรถนั้น ก็เป็นท่าที่เลียนจากท่าของนายสารถีที่ขับรถศึกในการแสดงโขนละคอน แต่เพลงสารถีชักรถ ๒ ชั้นนี้ มีทำนองเรียบ ๆ พื้น ๆ ไพเราะอย่างเย็น ๆ มี ๓ ท่อน ท่อนต้นกับท่อน ๒ มีลักษณะเลียนลีลากัน แต่ท่อน ๓ มีประโยคต้นซ้ำ ๒ ครั้ง ตอนหลังจึงดำเนินตามทำนองของท่อน ๒
    ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ราว ๆ ปลายรัชกาลที่ ๓ พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร หรือครูมีแขก) จึงนำเพลงสารถี (สารถีชักรถ) มาแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้น ทั้งทำนองรับและทำนองดนตรี ใช้เป็นเพลงร้องส่งประกอบการขับเสภา และร้องส่งดนตรีโดยทั่วไป ภายหลังเมื่อนิยมการบรรเลงเดี่ยวอวดฝีมือกันขึ้น ก็ได้มีผู้นำเอาเพลงสารถี ๓ ชั้นนี้มาประดิษฐ์ทำนองให้ดนตรีต่าง ๆ เช่น ปี่ใน ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ระนาดทุ้ม และซอต่าง ๆ บรรเลงเดี่ยว เพลงสารถีจึงกลายเป็นเพลงสำหรับเดี่ยวขึ้นมาอีกเพลงหนึ่ง และต่อมามีผู้ตัดลงมาเป็นชั้นเดียว รวมเป็นเถา "
    ข้อควรจำประการหนึ่งในการบรรเลงเพลงสารถีสองชั้นประกอบการขับร้องในการแสดงโขนละคร จะต้องตัดทำนองในท่อน 3 ออก บรรเลงและขับร้องกันเพียงท่อน 1 และท่อน 2 เท่านั้น
    ** วิดีโอชุดนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นสื่อกลางให้นักดนตรีที่ผ่านการเรียนเพลงดังกล่าวมาแล้วได้ทบทวน ผู้จัดทำยังเชื่อว่าการเรียนดนตรีควรเรียนกับครูผู้ชำนาญการ **
    ผู้บรรเลงฆ้องวงใหญ่ : ปกป้อง ขำประเสริฐ
    ฉิ่งและกลอง : เรียบเรียงในโปรแกรม FL Studio 20
    Camera : Panasonic Lumix Gh4 with LUMIX G X VARIO 12-35mm / F2.8 II ASPH. / POWER O.I.S

Комментарии • 12